"โอ๊ย! ปวดหลัง ทำไมเจ็บขนาดนี้?" เสียงอุทานที่คุ้นหูเมื่อใครสักคนก้มยกของหนักแล้วเกิดอาการเจ็บแปล๊บที่หลังจนตัวแข็ง ขยับไม่ได้ อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคยอดฮิตที่คนวัยทำงานและวัยรุ่นกลัวกันที่สุด นั่นคือ "โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท"
หลายคนเมื่อได้ยินชื่อโรคนี้มักจินตนาการถึงความเจ็บปวดทรมาน หรือกังวลว่าจะต้องผ่าตัดจนเดินไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้คืออะไรกันแน่? เกิดขึ้นได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรักษาอย่างไร? บทความนี้จะพาคุณไปไขคำตอบทุกข้อสงสัยแบบเจาะลึกตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณดูแลกระดูกสันหลังได้อย่างถูกวิธี
1. ทำความรู้จัก: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คืออะไร?
เพื่อให้เข้าใจโรคนี้อย่างถ่องแท้ เราต้องมาดูโครงสร้างของร่างกายกันก่อน ผศ.นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา ได้อธิบายไว้ว่า โครงสร้างหลักที่เกี่ยวข้องมี 3 ส่วนสำคัญ:
- กระดูกสันหลัง: เป็นข้อๆ เรียงต่อกัน
- หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc): เป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังแต่ละข้อ
- เส้นประสาท: อยู่ด้านหลังของกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่รับความรู้สึกและสั่งการ
"หมอนรองกระดูก" หน้าตาเป็นอย่างไร?
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าหมอนรองกระดูกคือ "กระดูก" แข็งๆ แต่ความจริงแล้ว หมอนรองกระดูก "ไม่ใช่กระดูก" ครับ แต่มันมีลักษณะเป็นของนิ่มๆ คล้ายกับ "เยลลี่" ที่มีความยืดหยุ่น หน้าที่หลักของมันคือการเป็นตัวรับน้ำหนักและลดแรงกระแทกให้กับร่างกาย
แล้วมัน "ทับเส้นประสาท" ได้อย่างไร?
ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดขึ้นเมื่อเจ้า "เยลลี่" ก้อนนี้ มันหลุดหรือ "ปลิ้น" ออกมาจากตำแหน่งเดิมที่ควรอยู่ แล้วเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ด้านหลัง
ลองจินตนาการดูว่า เส้นประสาทเหมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณไปยังขา เมื่อมีก้อนเยลลี่ (หมอนรองกระดูก) ไปเบียดหรือกดทับสายไฟเส้นนี้ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง ส่งผลให้เกิดอาการปวด ชา หรือไฟช็อต วิ่งไปตามแนวที่เส้นประสาทนั้นดูแลอยู่นั่นเอง
2. เช็คอาการด่วน! แบบไหนเข้าข่าย "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท"?
อาการปวดหลังมีหลายแบบ แต่ไม่ใช่ทุกแบบจะเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากข้อมูลทางการแพทย์ อาการที่ "ใช่" และชัดเจนที่สุดคือ:
อาการหลัก: "ปวดหลัง ร้าวลงขา"
นี่คือสัญญาณที่สำคัญที่สุด! หากคุณมีอาการปวดหลังเพียงอย่างเดียว อาจเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการ "ปวดหลังร่วมกับอาการชา หรือปวดร้าวลงไปที่ขา" (Pain radiating down leg) ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจมีเส้นประสาทถูกกดทับ
- ทำไมต้องร้าวลงขา? เพราะเส้นประสาทที่หลังแต่ละเส้นมีหน้าที่รับความรู้สึกที่บริเวณขาในตำแหน่งต่างกัน เมื่อหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทเส้นไหน อาการปวดก็จะวิ่งจี๊ดลงไปที่ขาตามแนวนั้นๆ
อาการกระตุ้น (Red Flags)
อาการปวดมักจะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง หรือแรงกดที่หมอนรองกระดูก เช่น:
- การนั่งนานๆ: ยิ่งนั่งนาน ยิ่งเจ็บ โดยเฉพาะการนั่งแล้วก้มตัว
- การไอ หรือ จาม: การไอจามแรงๆ จะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ซึ่งจะไปดันหมอนรองกระดูกให้ปลิ้นออกมาโดนเส้นประสาทมากขึ้น ทำให้เกิดอาการเจ็บจี๊ดทันที
- การเบ่งถ่าย: การเข้าห้องน้ำแล้วเบ่งแรงๆ หากมีอาการปวดร้าวลงขา ถือเป็นความผิดปกติที่ควรพบแพทย์
3. ใครคือกลุ่มเสี่ยง? ความจริงที่น่าตกใจ (อายุน้อยเสี่ยงกว่า!)
เรามักคิดว่าโรคกระดูกต้องคู่กับคนแก่ แต่สำหรับ "หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท" นั้น "คนอายุน้อยเจอได้เยอะกว่าคนอายุมาก"
ทำไมวัยรุ่น/วัยทำงาน ถึงเสี่ยงกว่า?
- สภาพหมอนรองกระดูก: ในคนอายุน้อย หมอนรองกระดูกยังมีความชุ่มชื้น เป็น "น้ำ" หรือ "เยลลี่" ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้มีโอกาสที่จะ "แตก" หรือ "ปลิ้น" ออกมาได้ง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทกหรือยกของหนัก
- คนสูงอายุ: หมอนรองกระดูกมักจะเสื่อมสภาพจน "แห้ง" ไปแล้ว โอกาสที่จะปลิ้นออกมาจึงน้อยกว่า แต่ผู้สูงอายุมักจะเจอปัญหา "กระดูกงอกทับเส้นประสาท" แทน ซึ่งเกิดจากความเสื่อมตามวัย
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่คุณอาจมองข้าม
- น้ำหนักตัวเยอะ: ยิ่งน้ำหนักมาก แรงกดที่กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกก็ยิ่งมาก
- การสูบบุหรี่: ข้อนี้หลายคนไม่ทราบ การสูบบุหรี่ทำให้เส้นเลือดเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกทำงานแย่ลง ส่งผลให้คุณภาพของหมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้นและเปราะบาง
- อาชีพที่ต้องก้มๆ เงยๆ: โดยเฉพาะคนที่ต้อง "ก้มหลังยกของ" ท่านี้อันตรายที่สุด เพราะทำให้หมอนรองกระดูกเกิดรอยฉีกขาดสะสม จนวันหนึ่งอาจแตกออกมาได้
4. ท่าทางอันตราย: "นั่งแล้วก้ม" ทำร้ายหลังที่สุด
คุณหมอปีรันต์เน้นย้ำว่า ท่าทางที่สร้างแรงกดต่อหมอนรองกระดูกมากที่สุด ไม่ใช่การยืน แต่คือ "การนั่ง" และที่แย่ไปกว่านั้นคือ "การนั่งแล้วก้มตัวไปข้างหน้า" หรือนั่งก้มหยิบของ
- กลไกการบาดเจ็บ: เมื่อเรานั่ง น้ำหนักตัวจะกดลงที่หมอนรองกระดูกเต็มที่ และเมื่อเราก้มตัว หมอนรองกระดูกจะถูกบีบจากด้านหน้า ทำให้ส่วนที่เป็นเยลลี่ถูกดันให้ถอยไปด้านหลัง ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาท หากทำบ่อยๆ หรือมีแรงกดมหาศาล (เช่น ก้มยกของ) เยลลี่นั้นก็จะทะลักออกมาทับเส้น
5. แนวทางการรักษา: ไม่ผ่าตัดก็หายได้!
ข่าวดีสำหรับผู้ป่วยโรคนี้คือ "ไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไป" การรักษามีลำดับขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ดังนี้:
5.1 การปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าไม่ปรับ ต่อให้รักษาอย่างไรก็กลับมาเป็นอีก
- การนั่ง: ต้องมีพนักพิงหลังเสมอ ห้ามนั่งหลังงอ หรือนั่งก้มหน้า ควรหาเก้าอี้ที่ซัพพอร์ตหลัง และหากนั่งแล้วเท้าลอย ควรหาที่วางเท้ามาหนุนเพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง
- ระยะเวลา: ไม่ควรนั่งต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง ต้องลุกเปลี่ยนอิริยาบถ
- การนอน: หากมีอาการปวดหลังหรือร้าวลงขา ให้นำหมอนมารองที่ "ใต้เข่า" เพื่อช่วยหย่อนกล้ามเนื้อหลังและเส้นประสาท อาการปวดจะทุเลาลง
5.2 การใช้ยา (Medication)
ยาพาราเซตามอลธรรมดาอาจเอาไม่อยู่ เพราะอาการปวดนี้เกิดจาก "เส้นประสาท"
- แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ และที่สำคัญคือ "ยาแก้ปวดเส้นประสาท" เฉพาะทาง เพื่อลดการระคายเคืองของเส้นประสาทโดยตรง
5.3 กายภาพบำบัด (Physical Therapy)
หากทานยาแล้วยังไม่ดีขึ้น การทำกายภาพบำบัดคือทางเลือกถัดมา:
- ลดปวด: ใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือการกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation) เพื่อคลายกล้ามเนื้อและลดการอักเสบ
- เสริมสร้าง: ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
5.4 การฉีดยาสเตียรอยด์ (Epidural Steroid Injection)
หากกายภาพแล้วยังไม่หาย แต่ยังไม่อยากผ่าตัด แพทย์อาจแนะนำการ "ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท"
- ข้อดี: ยาจะเข้าไปลดการอักเสบที่จุดเกิดเหตุ (หมอนรองกระดูกที่ปลิ้น) ได้โดยตรงและเข้มข้นกว่าการกินยา ช่วยลดอาการปวดได้รวดเร็วและลดผลข้างเคียงจากการกินยาปริมาณมาก
5.5 การผ่าตัด (Surgery)
จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล หรือมีอาการรุนแรงมาก
- เทคโนโลยีปัจจุบัน: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด มีการใช้ "การผ่าตัดส่องกล้อง" (Endoscopic Surgery) แผลเล็ก ฟื้นตัวไว เจ็บน้อยลงมาก
6. รวมท่าบริหาร: ยืดเหยียดและเสริมแกร่ง สู้โรคหมอนรองกระดูก
คุณหมอได้แนะนำท่าออกกำลังกายที่ทำได้เองที่บ้าน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยืดกล้ามเนื้อเพื่อลดปวด และกลุ่มเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันระยะยาว
กลุ่มที่ 1: ยืดกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการปวด (Stretching)
1. ท่าดึงเข่าชิดอก (Knee to Chest)
- วิธีทำ: นอนหงาย งอเข่าขึ้นมา 1 ข้าง ใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าแล้วดึงเข้าหาหน้าอกให้ได้มากที่สุด จนรู้สึกตึงที่ก้นและหลังล่าง
- เวลา: ค้างไว้ 10-15 วินาที แล้วทำสลับข้าง
- จำนวน: ทำ 5-10 เซต (เช้า-เย็น)
- ประโยชน์: ยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและต้นขาด้านหลัง ช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง
2. ท่าเลข 4 ยืดสะโพก (Piriformis Stretch)
- วิธีทำ: นอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น นำข้อเท้าข้างหนึ่งไปวางพาดบนเข่าอีกข้าง (เป็นรูปเลข 4) แล้วใช้มือสอดไปจับขาข้างล่าง ดึงเข้าหาตัวจนรู้สึกตึงที่ก้นข้างที่พาด
- ประโยชน์: แก้ปวดก้นและหลังล่างได้ดีมาก เพราะคนที่เป็นโรคนี้มักจะมีอาการปวดสะโพกร่วมด้วย
เคล็ดลับ: ก่อนยืดกล้ามเนื้อ หากประคบอุ่นที่หลังก่อนประมาณ 10-15 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและยืดได้ดียิ่งขึ้น
กลุ่มที่ 2: เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง (Strengthening)
เมื่อหายปวดแล้ว ต้องทำท่าเหล่านี้เพื่อสร้าง "เข็มขัดธรรมชาติ" ไว้ป้องกันหลัง
1. ท่ากดหลังลงพื้น (Abdominal Bracing)
- วิธีทำ: นอนหงาย ชันเข่าขึ้น เกร็งหน้าท้อง แล้วพยายาม "กดหลังส่วนล่างให้แนบติดพื้น" อย่าให้มีช่องว่าง
- เวลา: เกร็งค้างไว้ 10 วินาที แล้วผ่อนคลาย พัก 5-10 วินาทีแล้วเริ่มใหม่
- จำนวน: ทำ 5 เซต (เช้า-เย็น)
2. ท่ายกสะโพก (Bridge Pose)
- วิธีทำ: นอนหงาย ชันเข่า ยกก้นและสะโพกขึ้นลอยจากพื้น เกร็งค้างไว้ ต้านแรงตัวเอง
- ข้อดี: ได้บริหารทั้งกล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง และก้น ให้แข็งแรงพร้อมกัน
ข้อควรระวัง: ควรเลือกท่าที่ทำแล้ว "ไม่เจ็บ" หากทำท่าไหนแล้วปวดมากขึ้นให้หยุดทันที และสามารถศึกษาคลิปออกกำลังกายเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น RAMA Channel
7. คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q: ผ่าตัดแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำไหม?
A: มีโอกาสครับ แม้จะผ่าตัดเอาส่วนที่ปลิ้นออกไปแล้ว แต่หากเรากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งท่าเดิม ยกของหนักเหมือนเดิม หมอนรองกระดูกส่วนที่เหลือก็อาจจะปลิ้นออกมาได้อีก หรือเกิดปัญหากับข้ออื่นๆ ได้ ดังนั้นการปรับพฤติกรรมจึงสำคัญที่สุด
Q: แค่ปวดหลังเฉยๆ ต้องไปหาหมอไหม?
A: ถ้าปวดเมื่อยธรรมดาจากการทำงาน พักแล้วหาย ก็อาจไม่ต้องกังวล แต่ถ้าปวดเรื้อรัง ปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีอาการ "ปวดร้าวลงขา ชา ขาอ่อนแรง หรือขับถ่ายผิดปกติ" ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คทันที
บทสรุป
โรค "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" อาจฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วเป็นโรคที่เรารับมือได้ การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดไม่ใช่การผ่าตัด แต่คือการ "รู้ทัน" ร่างกายตัวเอง หากคุณมีอาการปวดหลังร้าวลงขา ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัย และเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ เลี่ยงการนั่งนาน เลี่ยงการก้มยกของหนัก และหมั่นบริหารกล้ามเนื้อหลังตามคำแนะนำ
สุขภาพหลังที่ดี สร้างได้ด้วยตัวคุณเอง อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดมาจำกัดการใช้ชีวิตของคุณครับ!
ข้อมูลอ้างอิงจาก: รายการ "ข้อนี้ทราบแล้วเปลี่ยน Ep.3 หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" โดย RAMA Channel


