"ปวดสะโพก ร้าวลงขา" สาเหตุเกิดจากอะไร ต้องรักษาอย่างไรให้หายขาด?

 05 Feb 2026  เปิดอ่าน 14 ครั้ง

อาการปวดเมื่อยตามร่างกายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อใดก็ตามที่อาการปวดนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่จุดเดียว

แต่กลับเป็นอาการ "ปวดสะโพก ร้าวลงขา" ความกังวลใจย่อมตามมาทันที

อาการนี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไร? เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาทหรือไม่?

และมีวิธีรักษาอย่างไรให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ?

บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจาก ผศ.นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา (หมอปัน) 

แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกระดูกสันหลัง

และ ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล (หมอโส) จากรายการ "ลัดคิวหมอ รามาแชนแนล"

มาไขข้อข้องใจให้คุณอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงวิธีป้องกัน

เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตัวเองและดูแลรักษาได้อย่างถูกจุด


สารบัญ

  1. ทำความเข้าใจอาการ: ปวดสะโพก ร้าวลงขา คืออะไร?
  2. สาเหตุหลักของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา
  3. ตำแหน่งของอาการปวดบอกอะไรเราได้บ้าง?
  4. พฤติกรรมเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
  5. เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม
  6. ขั้นตอนการวินิจฉัย: X-ray หรือ MRI จำเป็นแค่ไหน?
  7. แนวทางการรักษา: จากการกินยา สู่การผ่าตัด
  8. ปัญหาที่พบบ่อย: อาการชา ตะคริว และความเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง
  9. โรคข้อเข่าเสื่อมและรองช้ำ: ภัยเงียบที่มาพร้อมอายุ
  10. วิธีป้องกันและการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคกระดูก

1. ทำความเข้าใจอาการ: ปวดสะโพก ร้าวลงขา คืออะไร?

อาการปวดสะโพกที่ร้าวลงไปที่ขา เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยและสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

ลักษณะอาการอาจมีความหลากหลาย บางคนอาจปวดตื้อๆ ที่สะโพก

บางคนปวดจี๊ดเหมือนไฟช็อตวิ่งลงไปที่ขา หรือบางคนอาจมีอาการชาร่วมด้วย


ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอาการปวดเริ่มที่สะโพก สาเหตุต้องมาจาก "ข้อสะโพก" เท่านั้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดร้าวลงขานั้น มักมีต้นตอมาจาก "หลัง" หรือกระดูกสันหลัง มากกว่าที่ตัวข้อสะโพกเอง


เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความรู้สึกไปยังส่วนต่างๆ ของขา

เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่หลัง จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวลงไปตามแนวเส้นประสาทนั่นเอง


2. สาเหตุหลักของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา

จากการอธิบายของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาเหตุของอาการนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายปัจจัย ดังนี้:

2.1 ความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง (Spinal Issues)

นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ซึ่งมีเส้นประสาทเชื่อมต่อไปยังขา

  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและปวดร้าว
  • กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis): ในผู้สูงอายุ กระดูกสันหลังอาจมีการเสื่อมสภาพและหนาตัวขึ้นจนไปกดเบียดเส้นประสาท หรือ "หนีบ" เส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวด
  • โพรงประสาทตีบแคบ: เมื่อโพรงประสาทตีบแคบลง การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาททำได้ไม่ดี ทำให้เกิดอาการปวด ชา หรือเป็นตะคริวได้ง่าย โดยเฉพาะเวลานอน

2.2 ความผิดปกติที่กล้ามเนื้อ (Muscle Issues)

  • กล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท: บางครั้งอาการปวดไม่ได้เกิดจากกระดูกโดยตรง แต่เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก (เช่น กล้ามเนื้อ Piriformis) เกิดการอักเสบ ตึง หรือหดเกร็ง จนไปบีบรัดเส้นประสาทที่ลอดผ่านบริเวณนั้น ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาคล้ายกับอาการจากกระดูกสันหลัง

2.3 ความผิดปกติที่ข้อสะโพก (Hip Joint Issues)

  • ข้อสะโพกเสื่อมหรืออักเสบ: แม้จะพบได้น้อยกว่าสาเหตุจากหลังในกรณีที่ปวดร้าวลงน่อง แต่โรคข้อสะโพกเสื่อมก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดบริเวณสะโพก ร้าวมาที่ขาหนีบ หรือต้นขาได้,
  • ข้อเชิงกรานอักเสบ: การอักเสบของข้อต่อกระดูกเชิงกรานด้านหลัง ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด

3. ตำแหน่งของอาการปวดบอกอะไรเราได้บ้าง?

การสังเกต "ตำแหน่ง" ของอาการปวดอย่างละเอียด จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้แม่นยำขึ้น:

  • ปวดร้าวลงไปถึง "น่องด้านล่าง" หรือ "ปลายเท้า": หากคุณมีอาการปวดตั้งแต่สะโพก ยาวลงมาผ่านต้นขา หัวเข่า จนถึงน่อง หรือมีอาการชาร่วมด้วยที่บริเวณน่องและเท้า อาการลักษณะนี้ บ่งชี้ว่าสาเหตุหลักมักมาจาก "หลัง" หรือกระดูกสันหลัง เนื่องจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับที่หลังมักจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดลงไปจนถึงส่วนปลายของขา
  • ปวดร้าวถึงแค่ "ต้นขา" หรือ "ขาหนีบ": หากอาการปวดร้าวลงมาเพียงแค่บริเวณต้นขา ไม่เลยลงไปถึงเข่าหรือน่อง สาเหตุอาจจะไม่ได้มาจากหลังเสมอไป แต่อาจเกิดจาก ข้อสะโพกอักเสบ ข้อเชิงกรานอักเสบ หรือกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสาเหตุ,

นอกจากนี้ กระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีเส้นประสาทที่ดูแลความรู้สึกในตำแหน่งที่แตกต่างกัน การระบุจุดที่ปวดหรือชาได้ชัดเจน จะช่วยให้แพทย์คาดเดาได้ว่ากระดูกสันหลังข้อใดที่มีปัญหา


4. พฤติกรรมเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดอาการ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันมีผลอย่างมากต่อการเกิดโรคนี้:

  • การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังเพื่อยกของหนัก เป็นท่าอันตรายที่สุด เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกและโครงสร้างหลังรับน้ำหนักมากกว่าปกติหลายเท่า เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ฉีกขาด หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้,
  • การนั่งนานเกินไป: การนั่งทำงาน หรือนั่งในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องต่อเนื่องเป็นเวลานาน (Office Syndrome) หรือการนั่งพื้น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ จะทำให้น้ำหนักตัวกดลงที่ข้อต่อหลังและหมอนรองกระดูก ส่งผลให้เกิดความเสื่อมสะสม,
  • การนั่งไขว่ห้าง: ท่านั่งนี้ทำให้การกระจายน้ำหนักของร่างกายไม่สมดุล กล้ามเนื้อหลังด้านหนึ่งจะหดเกร็งและทำงานหนักกว่าปกติ กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหลังและสะโพก
  • การออกกำลังกายที่หนักเกินตัว: การเล่นเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) ที่ใช้น้ำหนักมากเกินความสามารถของร่างกาย หรือการใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะท่าที่ต้องก้มหลัง (Deadlift, Squat) หากแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หลังได้ง่าย,
  • ความเสื่อมตามวัย: ในผู้สูงอายุ กระดูกและหมอนรองกระดูกจะมีการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้เปราะบางและบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นแม้จากการใช้งานเพียงเล็กน้อย เช่น การเอี้ยวตัวผิดจังหวะ,

5. เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม

หลายคนมักเลือกที่จะทนปวด หรือซื้อยากินเอง แต่มีบางอาการที่คุณไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบไปพบแพทย์ทันที:

  1. ปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน: ปวดมากจนนั่งไม่ได้ ยืนไม่ได้ หรือเดินลำบาก
  2. ปวดจนนอนไม่หลับ: หากอาการปวดรุนแรงถึงขั้นทำให้ต้องตื่นกลางดึก หรือนอนไม่ได้เลย ถือเป็นสัญญาณว่ามีการอักเสบหรือกดทับเส้นประสาทที่รุนแรง
  3. กินยาแล้วไม่ดีขึ้น: หากลองทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้อักเสบเบื้องต้นแล้วประมาณ 2-3 วัน แต่อาการยังไม่ทุเลา หรือกลับมาปวดซ้ำ
  4. มีอาการอ่อนแรง: ขาอ่อนแรง กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น หรือเดินแล้วเท้าลาก,
  5. ระบบขับถ่ายผิดปกติ: (อาการนี้แม้ในเนื้อหาไม่ได้เน้นย้ำแต่เป็น Red Flag ทั่วไปของโรคกระดูกทับเส้น)

6. ขั้นตอนการวินิจฉัย: X-ray หรือ MRI จำเป็นแค่ไหน?

เมื่อไปพบแพทย์ กระบวนการวินิจฉัยจะเป็นขั้นตอนดังนี้:

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการปวด กิจกรรมที่ทำก่อนปวด และตรวจร่างกายเพื่อแยกโรคว่าเป็นที่หลัง สะโพก หรือกล้ามเนื้อ
  2. เอกซเรย์ (X-ray): เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อดูโครงสร้างกระดูก ดูความเสื่อมของข้อต่อ ดูว่ากระดูกเคลื่อนหรือทรุดตัวหรือไม่ แต่ข้อจำกัดคือ X-ray ไม่สามารถมองเห็นหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทได้ จึงบอกไม่ได้ว่ามีการกดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด,
  3. เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): หากอาการปวดรุนแรง เรื้อรัง หรือตรวจร่างกายแล้วสงสัยว่ามีเส้นประสาทถูกกดทับ แพทย์จะส่งตรวจ MRI การตรวจนี้จะให้ภาพที่ละเอียดมาก สามารถเห็นหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ว่าควรใช้ยาต่อ กายภาพ หรือต้องผ่าตัด

7. แนวทางการรักษา: จากการกินยา สู่การผ่าตัด

การรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขา จะเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดไปหาหนักที่สุด ดังนี้:

7.1 การรักษาแบบประคับประคอง

ปรับพฤติกรรม: พักการใช้งาน หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก ไม่นั่งพื้น และปรับท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง

การประคบ:

  • ช่วง 48 ชั่วโมงแรก: ให้ ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลัน
  • หลังจาก 48 ชั่วโมง: ให้ ประคบอุ่น เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง และเพิ่มการไหลเวียนเลือด

การใช้ยา: แพทย์จะจ่ายยาให้ตรงกับสาเหตุ ได้แก่:

  • ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) สำหรับลดการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ
  • ยาต้านการอักเสบของเส้นประสาท: เช่น ยากลุ่ม Gabapentin หรือ Pregabalin สำหรับผู้ที่มีอาการปวดร้าวลงขาหรือชา ซึ่งเกิดจากเส้นประสาทถูกรบกวน,,


7.2 กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

หากกินยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การทำกายภาพบำบัดเป็นทางเลือกที่ดีมาก เครื่องมือทางกายภาพประกอบด้วย:

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
  • การประคบร้อน
  • การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation)
  • การดึงหลัง (Traction)
  • การใช้คลื่นแม่เหล็ก (PMS)
  • การทำ Shockwave เพื่อลดอาการปวดเรื้อรัง,


7.3 การรักษาแบบเข้าแทรกแซงและการผ่าตัด

การฉีดยา: ในบางกรณีอาจมีการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท หรือฉีดเข้าข้อ (กรณีเข่าหรือสะโพก) เพื่อลดการอักเสบอย่างตรงจุด,

การผ่าตัด: จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อ:

  • รักษาด้วยยาและกายภาพมานานแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีอาการปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว
  • มีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง จนกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือขับถ่ายลำบาก
  • การผ่าตัดอาจเป็นการเอาหมอนรองกระดูกส่วนที่ปลิ้นออก หรือการใส่หมอนรองกระดูกเทียม เป็นต้น,,

8. ปัญหาที่พบบ่อย: อาการชา ตะคริว และความเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง

นอกเหนือจากอาการปวดแล้ว ผู้ป่วยหลายรายมักมีอาการแทรกซ้อนที่น่ารำคาญใจ:


อาการชาที่เท้า (Numbness)

อาการชาที่เท้ามักเกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายถูกกดทับ หรือมีการอักเสบของเส้นประสาท ซึ่งต้นตอมักมาจากหลังเช่นกัน ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเยอะ การลดน้ำหนักจะช่วยลดแรงกดทับที่กระดูกสันหลังและทำให้อาการชาดีขึ้นได้ หากมีอาการชาเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาวิตามินบำรุงปลายประสาท (Mecobalamin) ร่วมกับยาระงับปวดปลายประสาท


ตะคริวตอนกลางคืน (Nocturnal Leg Cramps)

ผู้สูงอายุมักเป็นตะคริวตอนดึก สาเหตุหนึ่งมาจาก กระดูกสันหลังเสื่อมทำให้โพรงประสาทตีบ (Spinal Stenosis) เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่สะดวก โดยเฉพาะท่านอนที่กระดูกสันหลังมีการแอ่นตัว อาจทำให้เส้นประสาทถูกหนีบมากขึ้น จนเกิดตะคริว, การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนนอนและการปรับที่นอนให้เหมาะสมอาจช่วยบรรเทาได้


การหักนิ้วเสี่ยงข้อเสื่อมไหม?

หลายคนชอบหักนิ้วให้เกิดเสียงดัง "ก๊อบแก๊บ" แพทย์ระบุว่าเสียงที่เกิดขึ้นคือการขยับของข้อต่อ การทำนานๆ ครั้งไม่อันตราย แต่ ไม่ควรทำบ่อยๆ เพราะการที่ข้อต่อเสียดสีกันรุนแรงและบ่อยครั้ง อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเล็กๆ น้อยๆ สะสม และนำไปสู่ความเสื่อมหรืออาการปวดเรื้อรังในอนาคตได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ข้อเริ่มเสื่อมอยู่แล้ว,


9. โรคข้อเข่าเสื่อมและรองช้ำ: ภัยเงียบที่มาพร้อมอายุ


แม้หัวข้อหลักคือปวดสะโพก แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาเข่าและเท้าตามมาด้วย ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันในแง่ของโครงสร้างการรับน้ำหนัก


ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

  • อาการ: ปวดเข่าเมื่อมีการลงน้ำหนัก หรือมีเสียงดังในข้อ
  • การออกกำลังกาย: ผู้ที่มีปัญหาเข่า ห้าม ออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือการงอเข่าเยอะๆ เช่น การวิ่งเร็ว หรือ Squat
  • สิ่งที่ควรทำ: แนะนำให้ ปั่นจักรยาน (แบบมีพนักพิงจะดีต่อหลัง), เดินเร็ว, หรือเดินในน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องเดินวงรี (Elliptical) เพื่อลดแรงกระแทก,,
  • ท่าบริหาร: นั่งเก้าอี้ เหยียดขาตรง เกร็งหน้าขา และกระดกปลายเท้าขึ้น ค้างไว้ ทำบ่อยๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรง ช่วยพยุงข้อเข่าได้,
  • อาหารเสริม: คอลลาเจนหรือน้ำมันงาอาจไม่ได้ช่วยลดปวดโดยตรง แต่ทางการแพทย์อาจมีการใช้ กลูโคซามีน ซัลเฟต (Glucosamine Sulfate) เพื่อช่วยเพิ่มน้ำเลี้ยงข้อเข่า ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้


รองช้ำ (Plantar Fasciitis)

  • อาการ: เจ็บแปล๊บที่ส้นเท้าหรือฝ่าเท้า โดยเฉพาะก้าวแรกหลังตื่นนอน
  • สาเหตุ: เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ จากการเดินเยอะ น้ำหนักตัวมาก หรือความเสื่อมตามวัย
  • การรักษา: แช่เท้าในน้ำอุ่น, นวดคลึงฝ่าเท้า, และที่สำคัญคือ การยืดเอ็นร้อยหวาย โดยการใช้ผ้าคล้องปลายเท้าแล้วดึงเข้าหาตัว หากไม่หายอาจต้องใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) เข้าช่วย

10. วิธีป้องกันและการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคกระดูก

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อถนอมหลังและสะโพกให้อยู่กับเราไปนานๆ:

  1. ปรับท่านั่ง: เลิกนั่งพื้น นั่งพับเพียบ หรือนั่งยองๆ ให้เปลี่ยนมา นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง และมีเบาะรองหลัง เพื่อให้หลังตรงและมีตัวช่วยรับน้ำหนัก เท้าวางราบกับพื้น,
  2. ระวังการยกของ: อย่าก้มหลังยกของเด็ดขาด หากจำเป็นต้องยกของจากพื้น ให้ใช้วิธี ย่อเข่า ลงไป โดยให้หลังตั้งตรง แล้วใช้กำลังขาในการลุกขึ้น และควรถือของให้ชิดลำตัวมากที่สุด
  3. ควบคุมน้ำหนัก: น้ำหนักตัวที่มากเกินไป (สังเกตง่ายๆ ผู้หญิงเอาส่วนสูงลบ 110 ผู้ชายลบ 100) จะเป็นภาระต่อกระดูกสันหลังและข้อเข่า การลดน้ำหนักจะช่วยลดอาการปวดและอาการชาได้โดยตรง
  4. เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle): หากกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังแข็งแรง จะทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดธรรมชาติที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้,
  5. ใช้อุปกรณ์ช่วย: สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากระดูกสันหลังคดหรือปวดหลัง การใช้ ไม้เท้า จะช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่ให้ภาระไปตกที่หลังมากเกินไป ช่วยให้เดินได้มั่นคงและปวดน้อยลง


บทสรุป

อาการ ปวดสะโพก ร้าวลงขา ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม เพราะมันอาจเป็นสัญญาณของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกสันหลังเสื่อม ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเดินไม่ได้ การดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที แต่หากอาการไม่ดีขึ้น การรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยด้วย X-ray หรือ MRI จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่ตรงจุดและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

อย่ารอให้ปวดจนเดินไม่ไหว สุขภาพกระดูกและข้อคือรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขครับ



ข้อมูลอ้างอิงจาก: รายการลัดคิวหมอ - ปวดสะโพก ร้าวลงขา โดย RAMA Channel


ผลการรักษา

ติดต่อเรา

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

สมุทรปราการ

เบอร์โทร

โทร. 02-839-6000

ที่อยู่

111 หมู่ 14 ถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ บางปลา บางพลี สมุทรปราการ 10540

เวลาทำการ

โทรสอบถามตารางได้ที่ 02-839-6000

รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ คลินิกพรีเมียม @ พาราไดซ์ พาร์ค

เบอร์โทร

02-201-0642

ที่อยู่

ชั้น 3 พาราไดซ์ พาร์ค

เวลาทำการ

อังคาร 8:00-11:00 น. สัปดาห์ที่ 1,3,5
พุธ 8:00-11:00 น. สัปดาห์ที่ 2,4
เสาร์ 8:00 - 11:00 น. สัปดาห์ที่ 1,3,5

โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

เบอร์โทร

02-080-5999

ที่อยู่

35/2 หมู่ 12 ถนนบางนา-ตราด ซอย 64 ตำบล บางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540

เวลาทำการ

วันเสาร์ 13:30 - 15:30 น.

โรงพยาบาลไทยนครินทร์

เบอร์โทร

02-340-7777

ที่อยู่

345 บางนา-ตราด กม. 3.5 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260

เวลาทำการ

เสาร์ 16:00 - 19:00 น.

โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข

เบอร์โทร

02-080-8999

ที่อยู่

9 ซอยสุคนธสวัสดิ์ 38 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

เวลาทำการ

เฉพาะเคสนัด กรุณานัดได้ที่ Line@drpilan

โรงพยาบาลนวเวช

เบอร์โทร

02-483-9999

ที่อยู่

9 ถนนรัชดา-รามอินทรา แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230

เวลาทำการ

วันพฤหัส เฉพาะเคสโทรนัดล่วงหน้า

คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา

เบอร์โทร

02-308-7600

ที่อยู่

159 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม, วังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร 10310

เวลาทำการ

วันอังคาร 17:00-19:00 น.
วันศุกร์ 17:00-19:00 น.