อาการปวดเมื่อยตามร่างกายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อใดก็ตามที่อาการปวดนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่จุดเดียว
แต่กลับเป็นอาการ "ปวดสะโพก ร้าวลงขา" ความกังวลใจย่อมตามมาทันที
อาการนี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไร? เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาทหรือไม่?
และมีวิธีรักษาอย่างไรให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ?
บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจาก ผศ.นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา (หมอปัน)
แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกระดูกสันหลัง
และ ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล (หมอโส) จากรายการ "ลัดคิวหมอ รามาแชนแนล"
มาไขข้อข้องใจให้คุณอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงวิธีป้องกัน
เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตัวเองและดูแลรักษาได้อย่างถูกจุด
สารบัญ
- ทำความเข้าใจอาการ: ปวดสะโพก ร้าวลงขา คืออะไร?
- สาเหตุหลักของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา
- ตำแหน่งของอาการปวดบอกอะไรเราได้บ้าง?
- พฤติกรรมเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
- เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม
- ขั้นตอนการวินิจฉัย: X-ray หรือ MRI จำเป็นแค่ไหน?
- แนวทางการรักษา: จากการกินยา สู่การผ่าตัด
- ปัญหาที่พบบ่อย: อาการชา ตะคริว และความเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง
- โรคข้อเข่าเสื่อมและรองช้ำ: ภัยเงียบที่มาพร้อมอายุ
- วิธีป้องกันและการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคกระดูก
1. ทำความเข้าใจอาการ: ปวดสะโพก ร้าวลงขา คืออะไร?
อาการปวดสะโพกที่ร้าวลงไปที่ขา เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยและสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
ลักษณะอาการอาจมีความหลากหลาย บางคนอาจปวดตื้อๆ ที่สะโพก
บางคนปวดจี๊ดเหมือนไฟช็อตวิ่งลงไปที่ขา หรือบางคนอาจมีอาการชาร่วมด้วย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอาการปวดเริ่มที่สะโพก สาเหตุต้องมาจาก "ข้อสะโพก" เท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดร้าวลงขานั้น มักมีต้นตอมาจาก "หลัง" หรือกระดูกสันหลัง มากกว่าที่ตัวข้อสะโพกเอง
เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความรู้สึกไปยังส่วนต่างๆ ของขา
เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่หลัง จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวลงไปตามแนวเส้นประสาทนั่นเอง
2. สาเหตุหลักของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา
จากการอธิบายของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาเหตุของอาการนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายปัจจัย ดังนี้:
2.1 ความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง (Spinal Issues)
นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ซึ่งมีเส้นประสาทเชื่อมต่อไปยังขา
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและปวดร้าว
- กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis): ในผู้สูงอายุ กระดูกสันหลังอาจมีการเสื่อมสภาพและหนาตัวขึ้นจนไปกดเบียดเส้นประสาท หรือ "หนีบ" เส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวด
- โพรงประสาทตีบแคบ: เมื่อโพรงประสาทตีบแคบลง การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาททำได้ไม่ดี ทำให้เกิดอาการปวด ชา หรือเป็นตะคริวได้ง่าย โดยเฉพาะเวลานอน
2.2 ความผิดปกติที่กล้ามเนื้อ (Muscle Issues)
- กล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท: บางครั้งอาการปวดไม่ได้เกิดจากกระดูกโดยตรง แต่เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก (เช่น กล้ามเนื้อ Piriformis) เกิดการอักเสบ ตึง หรือหดเกร็ง จนไปบีบรัดเส้นประสาทที่ลอดผ่านบริเวณนั้น ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาคล้ายกับอาการจากกระดูกสันหลัง
2.3 ความผิดปกติที่ข้อสะโพก (Hip Joint Issues)
- ข้อสะโพกเสื่อมหรืออักเสบ: แม้จะพบได้น้อยกว่าสาเหตุจากหลังในกรณีที่ปวดร้าวลงน่อง แต่โรคข้อสะโพกเสื่อมก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดบริเวณสะโพก ร้าวมาที่ขาหนีบ หรือต้นขาได้,
- ข้อเชิงกรานอักเสบ: การอักเสบของข้อต่อกระดูกเชิงกรานด้านหลัง ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด
3. ตำแหน่งของอาการปวดบอกอะไรเราได้บ้าง?
การสังเกต "ตำแหน่ง" ของอาการปวดอย่างละเอียด จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้แม่นยำขึ้น:
- ปวดร้าวลงไปถึง "น่องด้านล่าง" หรือ "ปลายเท้า": หากคุณมีอาการปวดตั้งแต่สะโพก ยาวลงมาผ่านต้นขา หัวเข่า จนถึงน่อง หรือมีอาการชาร่วมด้วยที่บริเวณน่องและเท้า อาการลักษณะนี้ บ่งชี้ว่าสาเหตุหลักมักมาจาก "หลัง" หรือกระดูกสันหลัง เนื่องจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับที่หลังมักจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดลงไปจนถึงส่วนปลายของขา
- ปวดร้าวถึงแค่ "ต้นขา" หรือ "ขาหนีบ": หากอาการปวดร้าวลงมาเพียงแค่บริเวณต้นขา ไม่เลยลงไปถึงเข่าหรือน่อง สาเหตุอาจจะไม่ได้มาจากหลังเสมอไป แต่อาจเกิดจาก ข้อสะโพกอักเสบ ข้อเชิงกรานอักเสบ หรือกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสาเหตุ,
นอกจากนี้ กระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีเส้นประสาทที่ดูแลความรู้สึกในตำแหน่งที่แตกต่างกัน การระบุจุดที่ปวดหรือชาได้ชัดเจน จะช่วยให้แพทย์คาดเดาได้ว่ากระดูกสันหลังข้อใดที่มีปัญหา
4. พฤติกรรมเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันมีผลอย่างมากต่อการเกิดโรคนี้:
- การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังเพื่อยกของหนัก เป็นท่าอันตรายที่สุด เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกและโครงสร้างหลังรับน้ำหนักมากกว่าปกติหลายเท่า เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ฉีกขาด หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้,
- การนั่งนานเกินไป: การนั่งทำงาน หรือนั่งในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องต่อเนื่องเป็นเวลานาน (Office Syndrome) หรือการนั่งพื้น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ จะทำให้น้ำหนักตัวกดลงที่ข้อต่อหลังและหมอนรองกระดูก ส่งผลให้เกิดความเสื่อมสะสม,
- การนั่งไขว่ห้าง: ท่านั่งนี้ทำให้การกระจายน้ำหนักของร่างกายไม่สมดุล กล้ามเนื้อหลังด้านหนึ่งจะหดเกร็งและทำงานหนักกว่าปกติ กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหลังและสะโพก
- การออกกำลังกายที่หนักเกินตัว: การเล่นเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) ที่ใช้น้ำหนักมากเกินความสามารถของร่างกาย หรือการใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะท่าที่ต้องก้มหลัง (Deadlift, Squat) หากแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หลังได้ง่าย,
- ความเสื่อมตามวัย: ในผู้สูงอายุ กระดูกและหมอนรองกระดูกจะมีการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้เปราะบางและบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นแม้จากการใช้งานเพียงเล็กน้อย เช่น การเอี้ยวตัวผิดจังหวะ,
5. เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม
หลายคนมักเลือกที่จะทนปวด หรือซื้อยากินเอง แต่มีบางอาการที่คุณไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบไปพบแพทย์ทันที:
- ปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน: ปวดมากจนนั่งไม่ได้ ยืนไม่ได้ หรือเดินลำบาก
- ปวดจนนอนไม่หลับ: หากอาการปวดรุนแรงถึงขั้นทำให้ต้องตื่นกลางดึก หรือนอนไม่ได้เลย ถือเป็นสัญญาณว่ามีการอักเสบหรือกดทับเส้นประสาทที่รุนแรง
- กินยาแล้วไม่ดีขึ้น: หากลองทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้อักเสบเบื้องต้นแล้วประมาณ 2-3 วัน แต่อาการยังไม่ทุเลา หรือกลับมาปวดซ้ำ
- มีอาการอ่อนแรง: ขาอ่อนแรง กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น หรือเดินแล้วเท้าลาก,
- ระบบขับถ่ายผิดปกติ: (อาการนี้แม้ในเนื้อหาไม่ได้เน้นย้ำแต่เป็น Red Flag ทั่วไปของโรคกระดูกทับเส้น)
6. ขั้นตอนการวินิจฉัย: X-ray หรือ MRI จำเป็นแค่ไหน?
เมื่อไปพบแพทย์ กระบวนการวินิจฉัยจะเป็นขั้นตอนดังนี้:
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการปวด กิจกรรมที่ทำก่อนปวด และตรวจร่างกายเพื่อแยกโรคว่าเป็นที่หลัง สะโพก หรือกล้ามเนื้อ
- เอกซเรย์ (X-ray): เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อดูโครงสร้างกระดูก ดูความเสื่อมของข้อต่อ ดูว่ากระดูกเคลื่อนหรือทรุดตัวหรือไม่ แต่ข้อจำกัดคือ X-ray ไม่สามารถมองเห็นหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทได้ จึงบอกไม่ได้ว่ามีการกดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด,
- เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): หากอาการปวดรุนแรง เรื้อรัง หรือตรวจร่างกายแล้วสงสัยว่ามีเส้นประสาทถูกกดทับ แพทย์จะส่งตรวจ MRI การตรวจนี้จะให้ภาพที่ละเอียดมาก สามารถเห็นหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ว่าควรใช้ยาต่อ กายภาพ หรือต้องผ่าตัด
7. แนวทางการรักษา: จากการกินยา สู่การผ่าตัด
การรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขา จะเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดไปหาหนักที่สุด ดังนี้:
7.1 การรักษาแบบประคับประคอง
ปรับพฤติกรรม: พักการใช้งาน หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก ไม่นั่งพื้น และปรับท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง
การประคบ:
- ช่วง 48 ชั่วโมงแรก: ให้ ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลัน
- หลังจาก 48 ชั่วโมง: ให้ ประคบอุ่น เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง และเพิ่มการไหลเวียนเลือด
การใช้ยา: แพทย์จะจ่ายยาให้ตรงกับสาเหตุ ได้แก่:
- ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) สำหรับลดการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ
- ยาต้านการอักเสบของเส้นประสาท: เช่น ยากลุ่ม Gabapentin หรือ Pregabalin สำหรับผู้ที่มีอาการปวดร้าวลงขาหรือชา ซึ่งเกิดจากเส้นประสาทถูกรบกวน,,
7.2 กายภาพบำบัด (Physical Therapy)
หากกินยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การทำกายภาพบำบัดเป็นทางเลือกที่ดีมาก เครื่องมือทางกายภาพประกอบด้วย:
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
- การประคบร้อน
- การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation)
- การดึงหลัง (Traction)
- การใช้คลื่นแม่เหล็ก (PMS)
- การทำ Shockwave เพื่อลดอาการปวดเรื้อรัง,
7.3 การรักษาแบบเข้าแทรกแซงและการผ่าตัด
การฉีดยา: ในบางกรณีอาจมีการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท หรือฉีดเข้าข้อ (กรณีเข่าหรือสะโพก) เพื่อลดการอักเสบอย่างตรงจุด,
การผ่าตัด: จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อ:
- รักษาด้วยยาและกายภาพมานานแล้วไม่ดีขึ้น
- มีอาการปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว
- มีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง จนกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือขับถ่ายลำบาก
- การผ่าตัดอาจเป็นการเอาหมอนรองกระดูกส่วนที่ปลิ้นออก หรือการใส่หมอนรองกระดูกเทียม เป็นต้น,,
8. ปัญหาที่พบบ่อย: อาการชา ตะคริว และความเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง
นอกเหนือจากอาการปวดแล้ว ผู้ป่วยหลายรายมักมีอาการแทรกซ้อนที่น่ารำคาญใจ:
อาการชาที่เท้า (Numbness)
อาการชาที่เท้ามักเกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายถูกกดทับ หรือมีการอักเสบของเส้นประสาท ซึ่งต้นตอมักมาจากหลังเช่นกัน ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเยอะ การลดน้ำหนักจะช่วยลดแรงกดทับที่กระดูกสันหลังและทำให้อาการชาดีขึ้นได้ หากมีอาการชาเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาวิตามินบำรุงปลายประสาท (Mecobalamin) ร่วมกับยาระงับปวดปลายประสาท
ตะคริวตอนกลางคืน (Nocturnal Leg Cramps)
ผู้สูงอายุมักเป็นตะคริวตอนดึก สาเหตุหนึ่งมาจาก กระดูกสันหลังเสื่อมทำให้โพรงประสาทตีบ (Spinal Stenosis) เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่สะดวก โดยเฉพาะท่านอนที่กระดูกสันหลังมีการแอ่นตัว อาจทำให้เส้นประสาทถูกหนีบมากขึ้น จนเกิดตะคริว, การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนนอนและการปรับที่นอนให้เหมาะสมอาจช่วยบรรเทาได้
การหักนิ้วเสี่ยงข้อเสื่อมไหม?
หลายคนชอบหักนิ้วให้เกิดเสียงดัง "ก๊อบแก๊บ" แพทย์ระบุว่าเสียงที่เกิดขึ้นคือการขยับของข้อต่อ การทำนานๆ ครั้งไม่อันตราย แต่ ไม่ควรทำบ่อยๆ เพราะการที่ข้อต่อเสียดสีกันรุนแรงและบ่อยครั้ง อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเล็กๆ น้อยๆ สะสม และนำไปสู่ความเสื่อมหรืออาการปวดเรื้อรังในอนาคตได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ข้อเริ่มเสื่อมอยู่แล้ว,
9. โรคข้อเข่าเสื่อมและรองช้ำ: ภัยเงียบที่มาพร้อมอายุ
แม้หัวข้อหลักคือปวดสะโพก แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาเข่าและเท้าตามมาด้วย ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันในแง่ของโครงสร้างการรับน้ำหนัก
ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
- อาการ: ปวดเข่าเมื่อมีการลงน้ำหนัก หรือมีเสียงดังในข้อ
- การออกกำลังกาย: ผู้ที่มีปัญหาเข่า ห้าม ออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือการงอเข่าเยอะๆ เช่น การวิ่งเร็ว หรือ Squat
- สิ่งที่ควรทำ: แนะนำให้ ปั่นจักรยาน (แบบมีพนักพิงจะดีต่อหลัง), เดินเร็ว, หรือเดินในน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องเดินวงรี (Elliptical) เพื่อลดแรงกระแทก,,
- ท่าบริหาร: นั่งเก้าอี้ เหยียดขาตรง เกร็งหน้าขา และกระดกปลายเท้าขึ้น ค้างไว้ ทำบ่อยๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรง ช่วยพยุงข้อเข่าได้,
- อาหารเสริม: คอลลาเจนหรือน้ำมันงาอาจไม่ได้ช่วยลดปวดโดยตรง แต่ทางการแพทย์อาจมีการใช้ กลูโคซามีน ซัลเฟต (Glucosamine Sulfate) เพื่อช่วยเพิ่มน้ำเลี้ยงข้อเข่า ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
รองช้ำ (Plantar Fasciitis)
- อาการ: เจ็บแปล๊บที่ส้นเท้าหรือฝ่าเท้า โดยเฉพาะก้าวแรกหลังตื่นนอน
- สาเหตุ: เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ จากการเดินเยอะ น้ำหนักตัวมาก หรือความเสื่อมตามวัย
- การรักษา: แช่เท้าในน้ำอุ่น, นวดคลึงฝ่าเท้า, และที่สำคัญคือ การยืดเอ็นร้อยหวาย โดยการใช้ผ้าคล้องปลายเท้าแล้วดึงเข้าหาตัว หากไม่หายอาจต้องใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) เข้าช่วย
10. วิธีป้องกันและการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคกระดูก
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อถนอมหลังและสะโพกให้อยู่กับเราไปนานๆ:
- ปรับท่านั่ง: เลิกนั่งพื้น นั่งพับเพียบ หรือนั่งยองๆ ให้เปลี่ยนมา นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง และมีเบาะรองหลัง เพื่อให้หลังตรงและมีตัวช่วยรับน้ำหนัก เท้าวางราบกับพื้น,
- ระวังการยกของ: อย่าก้มหลังยกของเด็ดขาด หากจำเป็นต้องยกของจากพื้น ให้ใช้วิธี ย่อเข่า ลงไป โดยให้หลังตั้งตรง แล้วใช้กำลังขาในการลุกขึ้น และควรถือของให้ชิดลำตัวมากที่สุด
- ควบคุมน้ำหนัก: น้ำหนักตัวที่มากเกินไป (สังเกตง่ายๆ ผู้หญิงเอาส่วนสูงลบ 110 ผู้ชายลบ 100) จะเป็นภาระต่อกระดูกสันหลังและข้อเข่า การลดน้ำหนักจะช่วยลดอาการปวดและอาการชาได้โดยตรง
- เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle): หากกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังแข็งแรง จะทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดธรรมชาติที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้,
- ใช้อุปกรณ์ช่วย: สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากระดูกสันหลังคดหรือปวดหลัง การใช้ ไม้เท้า จะช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่ให้ภาระไปตกที่หลังมากเกินไป ช่วยให้เดินได้มั่นคงและปวดน้อยลง
บทสรุป
อาการ ปวดสะโพก ร้าวลงขา ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม เพราะมันอาจเป็นสัญญาณของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกสันหลังเสื่อม ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเดินไม่ได้ การดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที แต่หากอาการไม่ดีขึ้น การรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยด้วย X-ray หรือ MRI จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่ตรงจุดและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
อย่ารอให้ปวดจนเดินไม่ไหว สุขภาพกระดูกและข้อคือรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขครับ
ข้อมูลอ้างอิงจาก: รายการลัดคิวหมอ - ปวดสะโพก ร้าวลงขา โดย RAMA Channel


