สายก้ม สายกด ระวัง! "กระดูกคอเสื่อม" ภัยเงียบยุคดิจิทัล และทุกข้อสงสัยที่คุณต้องรู้

 05 Feb 2026  เปิดอ่าน 7 ครั้ง

ในยุคปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน พฤติกรรมเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรม "สายก้ม สายกด" เหล่านี้ กำลังนำพาเราไปสู่โรคยอดฮิตที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับคนจำนวนมาก นั่นคือ "โรคกระดูกคอเสื่อม" (Cervical Spondylosis)

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของโรคกระดูกคอเสื่อม ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ต้องเฝ้าระวัง วิธีการรักษา ไปจนถึงการไขข้อข้องใจจากเคสผู้ป่วยจริง เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นถูกต้องและเชื่อถือได้ โดยอ้างอิงจาก ผศ. นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา (หมอปัน) ศัลยกรรมกระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ และ ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล จากรายการ "ลัดคิวหมอ รามาแชนแนล"


สารบัญ

  1. โรคกระดูกคอเสื่อม คืออะไร?
  2. พฤติกรรมเสี่ยง: คุณกำลังทำร้ายคอตัวเองอยู่หรือเปล่า?
  3. สัญญาณเตือน: อาการแบบไหนบอกว่าคอเริ่มเสื่อม?
  4. เสียงก๊อบแก๊บในคอ อันตรายแค่ไหน?
  5. การวินิจฉัยและการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
  6. การผ่าตัด: ทางเลือกสุดท้ายที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
  7. การเลือกหมอนและการนอนที่ถูกต้อง
  8. ท่าบริหารสร้างกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง
  9. ไขข้อข้องใจ: สารพัดปัญหากระดูกคอและกระดูกสันหลังที่พบบ่อย (Q&A)
  10. บทสรุป: เริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้

1. โรคกระดูกคอเสื่อม คืออะไร?

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าโรคกระดูกคอเสื่อมเป็นเรื่องไกลตัว

แต่ความจริงแล้ว "กระดูกคอเสื่อม" คือภาวะที่กระดูกคอเข้าสู่ภาวะสูงวัย

ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกและข้อต่อต่างๆ จะเริ่มเสื่อมสภาพลง


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอายุน้อยเริ่มมีปัญหานี้ คือ การใช้งานคอที่หนักเกินไป 

คอของคนเรามีหน้าที่สำคัญในการรับน้ำหนักศีรษะ หากเราใช้งานผิดท่า หรือใช้งานหนักเกินขีดจำกัด

ก็จะส่งผลให้โครงสร้างกระดูกคอเสื่อมสภาพได้เร็วยิ่งขึ้นกว่าวัยอันควร


2. พฤติกรรมเสี่ยง: คุณกำลังทำร้ายคอตัวเองอยู่หรือเปล่า?

สาเหตุของกระดูกคอเสื่อมนอกจากเรื่องของ "อายุ" แล้ว ยังมีปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ ดังนี้:


2.1 พฤติกรรม "สังคมก้มหน้า" (Tech Neck)

นี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ ในยุคนี้ การที่เราก้มหน้าเล่นมือถือ หรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในท่าก้ม น้ำหนักของศีรษะจะถ่วงมาด้านหน้า ทำให้กระดูกคอต้องรับภาระน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อทำต่อเนื่องกันนานๆ ทุกวัน ความเสื่อมจึงถามหา

วิธีแก้ไขเบื้องต้น: อาจารย์หมอแนะนำว่า หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้พยายามยกโทรศัพท์ขึ้นมาให้อยู่ใน "ระดับสายตา" เพื่อให้คอตั้งตรง แม้จะทำให้เมื่อยแขนบ้าง แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้กระดูกคอเสื่อม เพราะถ้าคอเสื่อมแล้ว รักษายากกว่าอาการเมื่อยแขนแน่นอน


2.2 กีฬาและกิจกรรม Extreme

ไม่ใช่แค่การนั่งเฉยๆ แต่กิจกรรมที่โลดโผนก็มีผล เช่น:

  • กีฬาที่มีการกระแทก: เช่น ฟุตบอล (จังหวะโหม่ง) หรือตะกร้อ
  • กีฬาทางน้ำ: เช่น เจ็ตสกี หรือกระโดดน้ำ หากเกิดอุบัติเหตุหน้ากระแทกน้ำหรือตกจากเรืออย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่คอและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมได้
  • การโยกศีรษะแรงๆ: เช่น การโยกหัวในคอนเสิร์ตเพลงร็อค ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน


2.3 การให้เด็กขี่คอ

สำหรับผู้สูงอายุ หรือคุณตาคุณยายที่รักหลาน ต้องระวังกิจกรรม "ขี่คอ" เพราะน้ำหนักตัวของเด็กในปัจจุบันอาจมากเกินกว่าที่กระดูกคอของผู้สูงอายุจะรับไหว ซึ่งอาจทำให้หมอนรองกระดูกบาดเจ็บได้


3. สัญญาณเตือน: อาการแบบไหนบอกว่าคอเริ่มเสื่อม?

อาการปวดคอทั่วไปกับกระดูกคอเสื่อมมีความแตกต่างกันที่เราสามารถสังเกตได้:


3.1 อาการระยะเริ่มต้น (ปวดกล้ามเนื้อ vs ปวดจากความเสื่อม)

  • ปวดกล้ามเนื้อทั่วไป: มักจะหายเองได้ภายใน 1-2 วัน หากได้พักผ่อน
  • ปวดจากความเสื่อม: จะมีอาการปวดเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ปวดถี่ขึ้น ต้องกินยาแก้ปวดบ่อยๆ และไม่หายขาด สาเหตุเกิดจากข้อต่อหรือหมอนรองกระดูกเริ่มรับน้ำหนักได้ไม่ดี ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ ต้องทำงานหนักชดเชยจนเกิดการอักเสบ


3.2 อาการระยะลุกลาม (เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับ)

เมื่อความเสื่อมรุนแรงขึ้นจนกระดูกหรือหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท จะเกิดอาการที่น่ากังวล ดังนี้:

  • ปวดร้าวลงแขน: ความปวดจะวิ่งจี๊ดจากคอลงมาที่แขน
  • ชาและอ่อนแรง: อาจมีอาการชาที่มือ นิ้วมือ หรือรู้สึกมืออ่อนแรง
  • ความสามารถในการใช้มือลดลง: นี่คือจุดสังเกตสำคัญ! ผู้ป่วยอาจพบว่า "ลายมือเปลี่ยน" เขียนหนังสือไม่สวยเหมือนเดิม หยิบจับของลำบาก หรือ "ติดกระดุมเสื้อไม่ได้" เพราะกล้ามเนื้อมือทำงานไม่สัมพันธ์กัน
  • การทรงตัวผิดปกติ: หากการกดทับรุนแรงมาก อาจส่งผลถึงการเดิน ทำให้เดินไม่คล่อง เดินทรงตัวไม่ดี หรือมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายร่วมด้วย เพราะระบบประสาทสั่งการจากสมองผ่านคอลงไปยังส่วนล่างของร่างกายถูกรบกวน

4. เสียง "ก๊อบแก๊บ" ในคอ อันตรายแค่ไหน?

หลายคนที่มีอาการปวดเมื่อยมักชอบ "บิดคอ" หรือ "หักคอ" ให้เกิดเสียงดัง "ก๊อบ" เพื่อความสะใจหรือรู้สึกว่าหายเมื่อย


ความจริงเรื่องเสียงในคอ: เสียงก๊อบแก๊บที่เกิดขึ้นขณะขยับคอ หรือหันศีรษะ (Crepitus) ถือเป็นเรื่อง "ปกติ" ที่พบได้เมื่ออายุมากขึ้น

เกิดจากความเสื่อมตามวัยที่ทำให้ผิวข้อต่อไม่เรียบเนียน เมื่อขยับจึงเกิดการเสียดสีและมีเสียง


คำเตือน: แม้เสียงจะปกติ แต่ "ห้าม" พยายามบิด หรือสะบัดคอเพื่อให้เกิดเสียงโดยเด็ดขาด

การทำแบบนั้นอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงขึ้น ยิ่งอายุมาก ความยืดหยุ่นของข้อต่อน้อยลง

การบิดคอแรงๆ หรือการนวดแผนไทยที่มีท่าดัดคอ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง .เพราะอาจไปกระตุ้นการอักเสบ หรือทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนได้


5. การวินิจฉัยและการรักษาแบบไม่ผ่าตัด

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะประเมินอาการเพื่อวางแผนการรักษา ดังนี้:


5.1 แนวทางการวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย หากสงสัยว่ามีความผิดปกติที่โครงสร้างกระดูก อาจส่งตรวจ X-ray เบื้องต้น แต่หากอาการรุนแรง รักษาด้วยยาไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท อาจต้องตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อดูรายละเอียดของเส้นประสาทและไขสันหลัง


5.2 การปรับพฤติกรรมและการใช้ยา

  • ปรับพฤติกรรม: ลดการก้มคอ ปรับท่าทางการทำงาน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำร้ายคอ เป็นวิธีแก้ที่ต้นเหตุที่ดีที่สุด
  • การใส่ปลอกคอ (Soft Collar): แพทย์จะแนะนำให้ใส่ "เฉพาะช่วงที่ปวดมากๆ" และใส่ในระยะสั้นๆ เท่านั้น (เปรียบเสมือนการใส่เฝือก) หากใส่ตลอดเวลาจะทำให้กล้ามเนื้อคออ่อนแอและลีบลง ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาว
  • การใช้ยา: แพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ หรือยาลดการอักเสบของเส้นประสาทในกรณีที่มีอาการชาร้าวลงแขน


5.3 กายภาพบำบัด

หากยาเอาไม่อยู่ การทำกายภาพบำบัดเป็นตัวช่วยที่ดีมาก ได้แก่:

  • การดึงคอ (Traction)
  • การประคบร้อน
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
  • การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation) เพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ

6. การผ่าตัด: ทางเลือกสุดท้ายที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

หลายคนกลัวการผ่าตัดคอ แต่แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ:

  1. รักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดมานานแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  2. มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  3. มีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือขา เดินผิดปกติ หรือขับถ่ายลำบาก


รูปแบบการผ่าตัดในปัจจุบัน: การผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวเหมือนอดีต มีเทคนิคหลากหลายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค:

  • การผ่าตัดทางด้านหน้า: เพื่อเข้าไปเปลี่ยนหมอนรองกระดูก
  • การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic): แผลเล็ก ฟื้นตัวไว มักทำทางด้านหลังคอ
  • การผ่าตัดเชื่อมข้อ: สำหรับกรณีที่ต้องการความมั่นคงของข้อกระดูก

7. การเลือกหมอนและการนอนที่ถูกต้อง

การนอนหลับกินเวลา 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากจัดท่าทางไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับเราทำร้ายคอตัวเองต่อเนื่องยาวนานทุกคืน

หลักการเลือกหมอนที่ดี: อ.นพ.ประกาศิต แนะนำว่า หมอนที่ดีต้องทำให้ "หู กับ บ่า อยู่ในระนาบที่ขนานกัน"

  • หมอนสูงเกินไป: จะทำให้คอพับมาด้านหน้า เหมือนเรานอนก้มคอตลอดทั้งคืน ตื่นมาจะปวดเมื่อยคอ
  • หมอนต่ำเกินไป: จะทำให้คอแหงนไปด้านหลัง ทำให้ข้อต่อด้านหลังถูกกดทับ ดังนั้น ควรสังเกตสรีระตอนนอนให้คออยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ ไม่ก้มและไม่เงยจนเกินไป

8. ท่าบริหารสร้างกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง

หากเราไม่อยากให้กระดูกคอรับภาระหนัก เราต้องสร้าง "กล้ามเนื้อคอ" ให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงศีรษะ ท่าบริหารง่ายๆ คือการเกร็งต้านแรง (Isometric Exercise):

  1. ท่าดันหน้าผาก: เอามือวางที่หน้าผาก ออกแรงดันศีรษะสู้กับมือ (คอไม่ขยับ) เกร็งค้างไว้ นับ 1-10 เป็น 1 เซต ท่านี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อคอ
  2. ท่าดัน 4 ทิศทาง: ทำเหมือนกันแต่เปลี่ยนทิศทางเป็นดันด้านซ้าย ขวา และด้านหลัง ให้ครบทั้ง 4 ทิศทาง เพื่อสร้างความแข็งแรงรอบด้าน
  3. ท่าหดคอ (Chin Tuck): พยายามหดคอหรือดึงคางกลับเข้าไปหาลำตัว เกร็งค้างไว้ ท่านี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อคอด้านหลังได้ดีมาก ช่วยลดความถี่ของอาการปวดได้

9. ไขข้อข้องใจ: สารพัดปัญหากระดูกคอและกระดูกสันหลังที่พบบ่อย (Q&A)

จากการรวบรวมคำถามจากทางบ้านในรายการ มีประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูก ดังนี้:


9.1 "กระดูกคอเสื่อม" กับ "กระดูกทับเส้นประสาท" คือโรคเดียวกันหรือไม่?

คำตอบ: กระดูกคอทับเส้นประสาทถือเป็น "สับเซต (Subset)" หรือส่วนหนึ่งของกระดูกคอเสื่อม

  • กระดูกคอเสื่อม: คือภาพรวมของความเสื่อม บางคนเสื่อมแล้วมีแค่อาการปวดเมื่อย แต่ ไม่มี การกดทับเส้นประสาท
  • กระดูกคอทับเส้นประสาท: คือความเสื่อมที่รุนแรงขึ้น จนหมอนรองกระดูกหรือกระดูกที่งอกออกมา ไปกดเบียดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง
  • การรักษา: หากเป็นแค่เสื่อม หรือทับเส้นประสาทไม่เยอะ แพทย์จะเริ่มจากยากายภาพ แต่ถ้าทับเยอะจนอ่อนแรง การผ่าตัดจะช่วยได้ดีกว่า


9.2 ยกของหนักแล้ว "ปวดหลังและชาลงขา" อันตรายไหม?

คำตอบ: หากคุณยกของหนักแล้วเกิดอาการปวดหลังทันที และหลังจากนั้นมีอาการ "ชา" ร่วมด้วย (เช่น ชาบริเวณเหนือเข่า) นี่คือสัญญาณที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ

  • อาการชาบ่งบอกว่าอาจมี หมอนรองกระดูกฉีกขาด หรือเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทจากการยกของผิดท่า
  • หากพักและกินยาแก้ปวดแล้ว 3-4 วัน อาการปวดยังไม่หาย หรืออาการชายังคงอยู่ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คเส้นประสาทและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อย่าปล่อยทิ้งไว้


9.3 เป็นทั้ง "กระดูกสันหลังคด" และ "ข้อเข่าเสื่อม" ควรผ่าตัดอะไรก่อน?

คำตอบ: ในผู้สูงอายุที่มีปัญหารุมเร้าหลายจุด หลักการพิจารณาคือ:

  1. ดูความเร่งด่วน: หากกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทรุนแรงจน "กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง" หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องรีบผ่าตัดหลังก่อน
  2. ดูระดับความปวด: หากไม่มีอาการอ่อนแรง แพทย์จะถามคนไข้ว่า "ปวดตรงไหนมากกว่า" ถ้าปวดเข่าจนเดินไม่ได้ก็ทำเข่าก่อน ถ้าปวดหลังจนใช้ชีวิตไม่ได้ก็ทำหลังก่อน
  3. ทำพร้อมกันได้ไหม?: ไม่แนะนำ เพราะเป็นผ่าตัดใหญ่ทั้งคู่ ควรเว้นระยะให้ร่างกายฟื้นตัว


9.4 ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดอักเสบ ต้องกินพร้อมกันหมดเลยไหม?

คำตอบ: ไม่จำเป็นครับ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การกินยาหลายขนานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการง่วงซึม มึนงง จากยาคลายกล้ามเนื้อ

  • สามารถเลือกทานยาแก้ปวด หรือยาลดอักเสบ เพียงตัวเดียว ก่อนได้ หากควบคุมอาการปวดได้ก็ไม่จำเป็นต้องทานยาตัวอื่นเพิ่ม เพื่อลดภาระของตับและไต และลดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์


9.5 เป็นตะคริวที่ขาบ่อยๆ เกี่ยวกับกระดูกสันหลังหรือไม่?

คำตอบ: เกี่ยวข้องได้ครับ โดยสาเหตุของตะคริวในผู้สูงอายุมักมาจาก 2 ปัจจัยหลัก:

  1. กระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม: ทำให้โพรงประสาทตีบแคบ (Spinal Stenosis) เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่พอ จะมีอาการขาหมดแรงเวลาเดินไกลๆ หรือเป็นตะคริวตอนนอน
  2. เส้นเลือดตีบ: โดยเฉพาะในคนเป็นเบาหวาน ทำให้เลือดไหลเวียนไปขาไม่ดี
  • คำแนะนำ: หากเป็นบ่อยหรือเรื้อรัง ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรค (เช่น ตรวจ ABI วัดการไหลเวียนเลือด หรือ X-ray หลัง) เพราะการรักษาแตกต่างกันคนละทาง

10. บทสรุป: เริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้

โรคกระดูกคอเสื่อมและปัญหากระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการ "ปรับพฤติกรรม" ตั้งแต่วันนี้

  • เชิดหน้าเข้าไว้: ลดการก้มมองจอ ยกมือถือให้สูงขึ้นในระดับสายตา
  • บริหารคอ: ทำท่าเกร็งต้านแรงสม่ำเสมอเพื่อสร้างเกราะป้องกันคอ
  • พักอิริยาบถ: อย่าค้างอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป
  • อย่าชะล่าใจ: หากมีอาการปวดร้าวลงแขน ชามือ ลายมือเปลี่ยน หรือขาอ่อนแรง ให้รีบพบแพทย์เฉพาะทางทันที

สุขภาพกระดูกที่ดี คือรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุข อย่าปล่อยให้ความเพลิดเพลินหน้าจอมือถือ มาพรากสุขภาพที่ดีของคุณไป มาร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม "เลิกก้ม เลิกกด" เพื่อคอที่แข็งแรงและอยู่กับเราไปนานๆ ครับ



บทความนี้เรียบเรียงข้อมูลจากรายการ: ลัดคิวหมอ - สายก้ม สายกด ระวัง ! กระดูกคอเสื่อม 10/09/68 โดย RAMA Channel




ผลการรักษา

ติดต่อเรา

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

สมุทรปราการ

เบอร์โทร

โทร. 02-839-6000

ที่อยู่

111 หมู่ 14 ถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ บางปลา บางพลี สมุทรปราการ 10540

เวลาทำการ

โทรสอบถามตารางได้ที่ 02-839-6000

รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ คลินิกพรีเมียม @ พาราไดซ์ พาร์ค

เบอร์โทร

02-201-0642

ที่อยู่

ชั้น 3 พาราไดซ์ พาร์ค

เวลาทำการ

อังคาร 8:00-11:00 น. สัปดาห์ที่ 1,3,5
พุธ 8:00-11:00 น. สัปดาห์ที่ 2,4
เสาร์ 8:00 - 11:00 น. สัปดาห์ที่ 1,3,5

โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

เบอร์โทร

02-080-5999

ที่อยู่

35/2 หมู่ 12 ถนนบางนา-ตราด ซอย 64 ตำบล บางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540

เวลาทำการ

วันเสาร์ 13:30 - 15:30 น.

โรงพยาบาลไทยนครินทร์

เบอร์โทร

02-340-7777

ที่อยู่

345 บางนา-ตราด กม. 3.5 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260

เวลาทำการ

เสาร์ 16:00 - 19:00 น.

โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข

เบอร์โทร

02-080-8999

ที่อยู่

9 ซอยสุคนธสวัสดิ์ 38 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

เวลาทำการ

เฉพาะเคสนัด กรุณานัดได้ที่ Line@drpilan

โรงพยาบาลนวเวช

เบอร์โทร

02-483-9999

ที่อยู่

9 ถนนรัชดา-รามอินทรา แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230

เวลาทำการ

วันพฤหัส เฉพาะเคสโทรนัดล่วงหน้า

คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา

เบอร์โทร

02-308-7600

ที่อยู่

159 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม, วังทองหลาง, กรุงเทพมหานคร 10310

เวลาทำการ

วันอังคาร 17:00-19:00 น.
วันศุกร์ 17:00-19:00 น.